หลังจากที่เพียร์ส บรอสแนนสร้างความประทับใจในบทเจมส์ บอนด์มาแล้วสองภาค คราวนี้เขากลับมาใน พยัคฆ์ร้ายดับแผนครองโลก (The World Is Not Enough) ภาคที่ 19 ของแฟรนไชส์ที่พยายามจะเพิ่มมิติทางอารมณ์ให้กับสายลับผู้ไร้หัวใจ แต่ความพยายามนั้นกลับถูกบั่นทอนด้วยบทที่อ่อนแรงและตัวละครรองที่ยังไม่ลงตัว บทสรุปของภาคนี้จึงเป็นเหมือนของหวานที่หน้าตาสวยงาม แต่รสชาติยังไม่กลมกล่อม
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อเซอร์ โรเบิร์ต คิง มหาเศรษฐีน้ำมันผู้สนับสนุน MI6 ถูกลอบสังหารในเหตุระเบิด ทำให้บอนด์ได้รับภารกิจปกป้องลูกสาวของเขาอย่าง อเล็กตร้า (โซฟี มาโซ) ซึ่งกำลังตกเป็นเป้าหมายของเรนาร์ด (โรเบิร์ต คาร์ไลล์) ผู้ก่อการร้ายระดับโลกที่เชื่อว่าตายไปแล้ว แต่กลับฟื้นคืนชีพด้วยพลังพิเศษที่ไม่รู้สึกเจ็บปวด บอนด์ต้องเดินทางจากสเปนสู่สกอตแลนด์ ผ่านเทือกเขาคอเคซัส ไปจนถึงอิสตันบูล เพื่อหยุดยั้งแผนการของเรนาร์ดที่หมายจะครอบครองแหล่งน้ำมันและก่อสงครามนิวเคลียร์ โดยมี ดร.คริสต์มาส โจนส์ (เดนิส ริชาร์ดส์) นักฟิสิกส์นิวเคลียร์สาวสวยร่วมทางไปด้วย
งานการแสดงและตัวละคร
เพียร์ส บรอสแนนยังคงรักษามาตรฐานของบอนด์ผู้สุภาพ หรูหรา และโหดเหี้ยมในคราวเดียวกัน แต่สิ่งที่เพิ่มเติมในภาคนี้คือบาดแผลทางใจจากเพื่อนร่วมงานที่เสียชีวิต ซึ่งเป็นความพยายามที่ดีแต่ยังไม่ถึงจุดเดือด โซฟี มาโซในบทอเล็กตร้าคือไฮไลต์ของเรื่อง เธอถ่ายทอดความลึกลับ ซับซ้อน และเย้ายวนได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ผู้ชมไม่แน่ใจว่าเธอคือเหยื่อหรือผู้ร้ายกันแน่ ขณะที่โรเบิร์ต คาร์ไลล์ในบทเรนาร์ดกลับถูกใช้อย่างไม่เต็มที่ แม้คาแรกเตอร์จะน่าสนใจเพราะเป็นผู้ก่อการร้ายที่ไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่บทกลับให้เขามีบทบาทน้อยเกินไป ส่วนเดนิส ริชาร์ดส์ในบทดร.คริสต์มาส โจนส์ ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าการแสดงของเธอแข็งและไม่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะเมื่อรับบทเป็นนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ที่ดูไม่เข้าพวกกับฉากบู๊
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
ไมเคิล แอปเทด ผู้กำกับมากฝีมือจาก Gorillas in the Mist นำเสนอภาพที่สวยงามและหลากหลายโลเคชั่น ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ในสเปน ไปจนถึงท่อส่งน้ำมันในตุรกี ฉากไล่ล่าเรือในแม่น้ำเทมส์เป็นหนึ่งในฉากเปิดที่ดีที่สุดของบอนด์ยุคบรอสแนน แม้จะดูเกินจริงไปบ้าง แต่ก็สนุกและตื่นเต้น ดนตรีประกอบโดยเดวิด อาร์โนลด์ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของบอนด์ไว้ได้ดี ขณะที่เพลงนำของ Garbage อย่าง The World Is Not Enough ก็เป็นหนึ่งในเพลงธีมที่ดีที่สุดของแฟรนไชส์
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
พยัคฆ์ร้ายดับแผนครองโลก เป็นภาคที่พยายามจะสร้างสมดุลระหว่างความบันเทิงแบบดั้งเดิมของบอนด์กับการเล่าเรื่องที่จริงจังขึ้น โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างบอนด์กับอเล็กตร้าที่มีมิติซับซ้อนกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มตัวละครงี่เง่าอย่างคริสต์มาส โจนส์กลับลดทอนความจริงจังของเรื่อง และการที่เรนาร์ดถูกผลักให้เป็นตัวร้ายรองในครึ่งหลัง ทำให้ศักยภาพของตัวละครถูกลดทอนลง ภาพรวมแล้ว ภาคนี้กล้าเปลี่ยนสูตรด้วยการให้ตัวร้ายหญิงเป็นหัวใจของเรื่อง แต่ก็ยังไม่กล้าพอที่จะทิ้งสูตรสำเร็จเดิมๆ เช่น สาวบอนด์ที่ไร้เหตุผลและฉากเฉลยที่เดาง่าย
สรุป
สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของบอนด์ยุคบรอสแนน ภาคนี้ยังสนุกและมีแอ็คชั่นที่เหนือจริง แต่ถ้าคุณคาดหวังบทที่สมบูรณ์แบบและตัวละครที่น่าจดจำ อาจจะผิดหวังเล็กน้อย เหมาะกับคนที่ชอบดูบอนด์แบบไม่ต้องคิดมาก และอยากเห็นโซฟี มาโซในบทบาทที่แยบยล
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +โซฟี มาโซ แสดงได้ยอดเยี่ยมในบทตัวร้ายหญิงที่ซับซ้อน
- +ฉากเปิดไล่ล่าเรือในแม่น้ำเทมส์น่าตื่นเต้นและเป็นหนึ่งในฉากที่ดีที่สุดของบรอสแนน
- +เพลงประกอบ The World Is Not Enough โดย Garbage เป็นเพลงธีมที่ไพเราะและติดหู
👎 จุดด้อย
- −เดนิส ริชาร์ดส์ เล่นเป็นนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ได้ไม่น่าเชื่อถือ และบทของเธออ่อน
- −ตัวร้ายเรนาร์ดมีพลังน่าสนใจแต่ถูกใช้อย่างไม่คุ้มค่า
- −บทในช่วงครึ่งหลังยืดเยื้อและเฉลยตัวร้ายได้เดาง่ายเกินไป
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เป็นภาคที่ 19 ของแฟรนไชส์ และภาคที่ 3 ของเพียร์ส บรอสแนนในบทเจมส์ บอนด์
ไม่มีฉากหลังเครดิตในหนังเรื่องนี้
ไม่ใช่ ชื่อเรื่องนำมาจากคำพูดของลอร์ดเมาต์แบตเทนที่บอกว่า "The world is not enough" แต่เนื้อเรื่องเป็นต้นฉบับใหม่
เรนาร์ดถูกยิงที่สมอง ทำให้สมองส่วนที่รับรู้ความเจ็บปวดถูกทำลาย แต่เขาจะค่อยๆ ตายเพราะกระสุนเคลื่อนที่เข้าสู่ก้านสมอง